หวาน มัน เค็ม แต่พอดี
หนึ่งในหลักของโภชนาการที่ดีเพื่อสุขภาพ คือ การกินหวาน มัน เค็มแต่พอดี แล้วการกินหวาน มัน เค็ม มากจนเกินไปนั้นจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างไรบ้าง
หวาน ที่มาของความหวานส่วนใหญ่มักนึกถึงน้ำตาล โดยให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม มีข้อมูลบอกว่าคนไทยกินน้ำตาลโดยเฉลี่ยถึงคนละ 29 กิโลกรัมต่อปีเลยทีเดียว และการที่กินหวานกันมากนี่เอง ทำให้เกิดโทษและโรคร้ายตามมามากมาย ทั้งความอ้วนที่เกิดจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปและใช้ไม่หมด โรคเบาหวานที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดขาดความสมดุล และความหวานยังทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต และฟันผุเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้การกินรสหวานมากทำให้ความอยากอาหารลดลง ทำให้รู้สึกขี้เกียจ ง่วงนอน และมีเสมหะในลำคออีกด้วย จึงไม่ควรกินอาหารรสหวานก่อนอาหารมื้อหลัก เพราะจะทำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ได้น้อยลง
เค็ม มาจากโซเดียมซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเกลือ ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ และควบคุมระดับความเป็นกรดด่างของเลือด ร่างกายเรามีระบบที่สามารถเก็บโซเดียมไว้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังปรับตัวต่อปริมาณโซเดียมที่ลดลงได้ จึงไม่ค่อยขาดโซเดียมได้ง่ายๆ แต่ปัจจุบันคนไทยบริโภคโซเดียมถึงวันละกว่า 5,000 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากับเกลือ 2 ช้อนชา ซึ่งการกินเค็มมากเกินไปนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพ คือทำให้ระบบการดูดซึมอาหารในร่างกายทำงานหนัก เพราะพยายามจะขับเกลือออกทางเหงื่อและปัสสาวะ จึงทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ร้อนใน แสบคอ หรือเกิดอาการบวมน้ำได้ ไม่เพียงเท่านี้ยังส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เพราะรสเค็มทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้นจึงทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนช้า ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หัวใจและไตทำงานหนักขึ้น จึงเสี่ยงต่อโรคหัวใจและภาวะไตวายมากขึ้น แต่โซเดียมไม่ได้มีแต่ในอาหารรสเค็มเท่านั้น ยังพบในผงชูรส ผงฟู อาหารรมควัน แหนม หมูยอ กุนเชียง ฯลฯ
มัน แม้ไขมันจะมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่การกินอาหารมันมากเกินไปจะเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคร้ายต่างๆ ได้ ทุกวันนี้คนไทยกินไขมันมากจนน่าตกใจ โดยเฉพาะอาหารทอด ผัด อาหารที่มีนม เนย ไขมัน กะทิเป็นส่วนประกอบ หรือขนมกรุบกรอบทั้งหลาย ซึ่งไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงถึง 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม กินมากไป ใช้ไม่หมด ไขมันจะสะสมอยู่ในร่างกายและทำให้เป็นโรคอ้วน ต้นเหตุของโรคที่น่ากลัว ทั้งโรคหัวใจ หลอดเลือดสมองตีบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งบางชนิด
ถ้าอยากสุขภาพดี มีร่างกายที่แข็งแรง และมีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข ควรกินอาหารที่มีรสชาติกลางๆ หวานมันเค็มแต่พอดี ก็ไม่มีโรค
เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้อ้วน
พ่อแม่ทุกคนล้วนปรารถนาให้ลูกมีสุขภาพดีและแข็งแรง ซึ่งเดี๋ยวนี้พ่อแม่หลายคนรู้ดีว่า การที่ลูกเป็นเด็กอ้วนไม่ได้หมายความว่าลูกน่ารักแข็งแรง แต่ความอ้วนเป็นสัญญาณบอกถึงสุขภาพที่ไม่ดีในระยะยาวได้
สาเหตุที่ทำให้ลูกอ้วนมีหลายอย่าง ทั้งการกินอาหารมากเกินไป กินอาหารแบบผิดๆ ออกกำลังกายน้อย พ่อแม่จะสังเกตได้ว่าลูกน้อยของคุณอ้วนหรือยังด้วยการดูว่า ลูกขาโก่งหรือเปล่า จ้ำม่ำ เนื้อมีรอยพับ เหนื่อยง่าย นอนกรนหรือหยุดหายใจเป็นพักๆ ซึ่งอาการเหล่านี้อันตรายมากทีเดียว เพราะทำให้สมองขาดออกซิเจน ทิ้งไว้นานเข้าจะทำให้เป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจได้
พ่อแม่จึงควรสร้างนิสัยการกินที่ดีให้กับลูก ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีในการฝึกลูกให้กินอาหารได้เหมาะสม โดยหลังจาก 6 เดือนแรกที่ดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวแล้ว จึงค่อยเริ่มให้อาหารเสริมแทนนมแม่ 1 มื้อ แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 2 มื้อเมื่อ 8 เดือน และ 3 มื้อเมื่ออายุ 10 เดือน อาหารที่ลูกกินก็ต้องมีคุณค่าสารอาหารครบ 5 หมู่ ลดปริมาณนมลง โดยให้อาหารเสริมเป็นมื้ออาหารว่างในตอนสาย บ่าย หรือก่อนนอน วิธีนี้จะทำให้ลูกไม่กินจุบจิบ นอกจากนี้ควรชวนลูกเล่น ให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
แต่หากลูกเป็นเด็กอ้วนแล้ว พ่อแม่ก็ต้องรีบแก้ไขด้วยการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนอาหารที่ให้ลูกกิน รวมถึงพฤติกรรมการกินอาหาร และการออกกำลังกายของลูก อย่างเช่น ซื้อนมรสจืดไขมันต่ำให้ลูกกิน ปรุงอาหารให้ลูกก็ลดรสหวาน เค็ม และหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ เวลาไปซื้ออาหารก็ใช้โอกาสนี้ในการสอนลูกให้รู้จักถึงอาหารประเภทต่างๆ และอาหารที่มีประโยชน์ที่เขาควรกิน รวมทั้งพยายามลดขนมขบเคี้ยว นมเปรี้ยว ซึ่งอาจจะทำได้ยาก แต่พ่อแม่ต้องมีความอดทนและใจแข็ง โดยอาจใช้วิธีเปลี่ยนให้ลูกกินผลไม้ต่างๆ แทนขนม ยิ่งถ้าพ่อแม่ปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ลูกก็จะทำตามได้ง่ายขึ้น
ความอ้วนไม่ใช่สิ่งที่น่าพิสมัยนักสำหรับทุกคน แม้แต่กับเด็กๆ เพราะหากปล่อยให้ลูกอ้วนก็จะทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการเป็นโรคอื่นๆ ตามมาสารพัด ดังนั้น หากคุณรักลูก… ต้องไม่ปล่อยให้ลูกอ้วน เริ่มต้นปูพื้นฐานการกินดี อยู่ดี ให้ลูกรักคุณตั้งแต่วันนี้
เล็บบอกสุขภาพ
เล็บของคนเราเป็นเนื้อเยื่อส่วนหนึ่งของผิวหนังและเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว มีส่วนประกอบหลักเป็นสารประเภทโปรตีนชื่อว่า เคราติน (Keratin) เล็บช่วยให้นิ้วแข็งแรงขึ้นเพื่อจะได้หยิบจับสิ่งของได้ถนัด ปกติเล็บจะมีสีชมพูอ่อนเสมอกัน เนื้อเล็บแข็งเรียบ ลื่น แต่บางครั้งก็อาจมีรูปร่างหรือสีผิดปกติได้ ซึ่งความผิดปกติของเล็บนั้นสามารถบอกถึงความผิดปกติหรือโรคภัยที่เกิดขึ้นในร่างกายได้ มาดูกันว่าความผิดปกติของเล็บสามารถบอกอะไรเราได้บ้าง
- เล็บขาวซีด อ่อน แบน และบุ๋มเหมือนช้อน บอกถึงภาวะโรคโลหิตจางที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก
- เล็บขาวเป็นแผ่นตรงกลาง มักมีความผิดปกติที่ตับ
- เล็บเป็นหลุม ขรุขระ ไม่เรียบ มักพบในคนที่เป็นโรคผิวหนังที่เรียกว่าสะเก็ดเงิน หรือเรื้อนกวาง
- เล็บหนากว้างและโค้งมนตามลักษณะของปลายนิ้วที่โตขึ้น สีออกม่วงคล้ำ มักพบในผู้ป่วยโรคหัวใจ ลิ้นหัวใจรั่ว โรคตับ และโรคท้องเสียเรื้อรัง
- เล็บเป็นดอกหรือจุดขาวๆ หรือเป็นเสี้ยวพระจันทร์ บ่งบอกว่ามีปัญหาสุขภาพ หรือขาดสารอาหารบางอย่าง
- เล็บเหลือง อาจเกิดจากสารนิโคตินในบุหรี่ หรือพบว่าเป็นโรคปอดบางชนิด โรคเบาหวาน โรคตับ และโรคไต
- เล็บสีครึ่งขาวครึ่งชมพู มักพบว่าเป็นโรคไตบางชนิด
- เล็บเป็นจุดหรือเส้นสีม่วง เกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก มักพบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจอักเสบ โรคหลอดเลือดอักเสบ โรคตับ โรคขาดวิตามินซี
- เล็บสีดำ มักพบว่าเป็นโรคลำไส้ หรือขาดวิตามินบี 12
ถ้าสังเกตพบว่า เล็บมีสีหรือลักษณะที่ผิดปกติแบบใด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่าเป็นอาการของโรคอะไรหรือเปล่า ส่วนการดูแลสุขภาพเล็บนั้นควรกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีน วิตามิน ธาตุเหล็กและสังกะสีสูง เช่น เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ธัญพืชต่างๆ ผักใบเขียว ผลไม้ มันฝรั่ง และถั่วเมล็ดแห้ง ที่สำคัญคือดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หรือจะเป็นน้ำแร่ก็ยิ่งดี เพราะจะช่วยดีท็อกซ์ และทำให้เซลล์ผิวหนังชุ่มชื้น คุณจึงมีสุขภาพที่ดีจากภายในสะท้อนออกมาที่ผิวพรรณสดใส นัยน์ตาเปล่งประกาย เล็บสีชมพูอ่อนแข็งแรง
การล้างพิษเองง่าย ๆในวันหยุด
| อีกหนึ่งเคล็ดลับสุขภาพเพื่อกินดี อยู่ดีแบบอินเทรนด์ที่เรานำมาฝากคุณวันนี้ คือวิธีการล้างพิษแบบง่ายๆ ซึ่งมีการพูดถึงกันบ่อยๆ และหลายคงได้ปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำ ด้วยข้อมูลที่บอกว่า การล้างพิษเป็นการกำจัดสารพิษที่หมักหมมในร่างกายออกไป ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวกและหากทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงช่วยในการบำบัดโรคร้ายอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน และยังช่วยลดความอ้วนได้ด้วยเมื่อคุณตั้งใจว่าจะล้างพิษในวันหยุดพักผ่อนนี้ ให้เตรียมตัวไว้ก่อนเลยว่าใน 1 วันเต็มๆ คุณจะต้องยึดหลักสำคัญของการล้างพิษ คือ กินอาการให้น้อยกว่า 800 กิโลแคลอรี่ เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก แล้วตับก็จะขับสารพิษออกมาได้ โดยอาหารที่กินตลอดทั้งวันนั้นต้องไม่มีเนื้อสัตว์เลย
สูตรล้างพิษง่ายๆ ใน 1 วันที่จะแนะนำ คือ การกินหรือดื่มน้ำจากผักหรือผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน ทั้ง 3 มื้อ และควรเลือกผักผลไม้ที่ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ องุ่น แอปเปิ้ล มะเขือเทศ หรือเซเลอรี่ โดยอาจปรับเปลี่ยนวิธีการกินได้ถ้ารู้สึกเบื่อ เช่น กินเนื้อผลไม้เป็นบางมื้อ ส่วนอีกมื้อคั้นเป็นน้ำผลไม้ วิธีนี้จะทำให้ร่างกายดึงพลังงานเก่าออกมาใช้ และสารพิษก็จะถูกกำจัดออกมาด้วยกากใยของผักผลไม้นั่นเอง หลังจากผ่านการล้างพิษสูตรนี้ไปเรียบร้อยแล้ว เช้ารุ่งขึ้นก่อนจะเริ่มมื้อเช้ามื้อแรก ให้ดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่น โดยใช้มะนาว 4 ลูกผสมน้ำอุ่น 2 ลิตร เกลือป่น(ไม่ใช้เกลือไอโอดีน) 2 ช้อนชา เพื่อกระตุ้นให้สารพิษถูกขับออกมาพร้อมอุจจาระ เพราะเมื่อเราล้างพิษมา 1 วันเต็ม ตับจะขับสารพิษมารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น น้ำอุ่นผสมมะนาวจะเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว หลังจากดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวประมาณ 10-20 นาที ก็จะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ เมื่อขับถ่ายเรียบร้อยแล้วจึงค่อยกินมื้อเช้าตามปกติ แต่ถ้าไม่กระตุ้นให้ขับถ่ายสารพิษออกมา เมื่อไปกินมื้อเช้า สารพิษก็จะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม การล้างพิษแบบนี้ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะร่างกายจะขาดสารอาหารและพลังงาน อาจทำเดือนละ 1-2 ครั้งก็พอ ทำแล้วจะรู้สึกตัวเบาสบาย ทำให้มีสุขภาพที่ดีต่อไปได้อีกยาวนาน |
ที่มา goodfoodgoodhealth.in.th
การให้แคลเซี่ยมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
มักจะให้แคลเซียมในผู้ป่วยที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคกระดูกพรุนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงวัยทอง แต่ผลการป้องกันกระดูกพรุนพบว่าป้องกันได้น้อย นอกจากนั้นยังมีข้อขัดแยงถึงผลของแคลเซียมต่อการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งการศึกษามีทั้งเพิ่มและลดการเกิดโรคหัวใจ
จึงได้มีการศึกษาถึงผลของแคลเซียมต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โดยศึกษาคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับแคลเซียม 500 มกฝวันอย่างน้อยหนึ่งปี อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ มีผู้เข้าร่วมการศึกษาประมาณ 100 กว่าคน
เมื่อวิเคราะร่วมกับการศึกษาลักษณะแบบเดียวกันอีก 5 การศึกาาพบว่า กลุ่มที่ได้รับแคลเซียมพบว่ามีอุบัติการณ์ของหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 แต่อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองไม่ต่างกัน
ดังนั้นการจะรับประทานแคลเซียมเสริมควรจะชั่งน้ำหนักถึงประโยชน์และโทษ ควรจะหลีกเลี่ยงไปรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงจะดีกว่า นอกจากนั้นยังพบว่าอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะพบมากในผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงอยู่แล้ว
ดังนั้นแนะนำว่าควรจะรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงซึ่งปลอดภัยกว่าการรับประทานแคลเซียมเสริม
สุดยอดอาหารสำหรับหัวใจ
สุดยอดอาหารที่ให้ผลดีต่อหัวใจ จากการสำรวจอาหารที่ให้ผลดีต่อหัวใจพบว่ามีอาหารที่ให้ผลดีต่อหัวใจ 25 ชนิด ผักและผลไม้ มีแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ลดหารเกิดโรคเบาหวานความดันโลหิตสูง
ถัวดำ Black or Kidney Beans
อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินเช่น (B-complex vitamins; niacin; folate; magnesium; omega-3 fatty acids; calcium; soluble fiber).กรดโฟลิก ใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ แมกนีเซี่ยม ลดความดันโลหิตสูง ลดไขมัน และป้องกันเบาหวาน
มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญสองชนิดได้แก่ Catechins and reservatrol ซึ่งจะเพิ่มไขมัน HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี และยังป้องกันผนังหลอดเลือด
ดูหนังตลก ดีต่อหัวใจ
นักวิจัยพบว่า การดูหนังที่ทำให้เราหัวเราะดีต่อสุขภาพหัวใจของเรา ในทางกลับกันการดูหนังสยองขวัญ หรือหนังสงครามจะเพิ่มความเครียดให้แก่เราแทน
ในการวิจัย ทีมวิจัยให้อาสาสมัครชมหนังตลกต่อเนื่องกัน เช่นเรื่อง “There Something About Mary” แสดงโดยคาเมรอน ดิอาซ แล้วในวันถัดมาชมหนังสงคราม “Saving Private Ryan”
ดร.ไมเคิล มิลเลอร์ หัวหน้าคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์แมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เมื่ออาสาสมัครชมหนังที่มีเนื้อหาเครียด หลอดเลือดจะมีปฏิกิริยาต่ออารมณ์ โดยจะทำการบีบตัวทำให้เลือดไหลเวียนได้ยากมากขึ้น แต่ในทางกลับกันหากชมหนังตลก หลอดเลือดจะคลายตัวแทน
เขากล่าวว่า ข้อค้นพบนี้ยืนยันงานศึกษาวิจัยที่เคยมีมาก่อนว่า หากเราอยู่ในภาวะเครียดและกดดัน หลอดเลือดของเราจะบีบตัว โดยรวมแล้วจากการเก็บข้อมูล 300 ครั้งพบว่า ความแตกต่างระหว่างหลอดเลือดในยามที่เราหัวเราะกับยามที่เราเครียด มีขนาดแตกต่างกันถึง 30-50%
ดร.มิลเลอร์แนะนำว่า “ข้อสรุปง่าย ๆ ก็คือ การหัวเราะดีต่อหัวใจของเรา ระดับความเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังหลอดเลือดที่เราพบหลังการหัวเราะ อยู่ในระดับเดียวกับการออกกำลังกายแอโรบิกเลยทีเดียว”
ตื่นเช้าพร้อมไก่ขัน สุขภาพดี
ใครที่ตื่นมาพร้อมกับการกดปุ่มเลื่อนเวลาปลุกของนาฬิกาออกไปเรื่อย ๆ ลองหันมาฟังทางนี้ค่ะ หากอุตส่าห์ตั้งใจจะตื่นเช้าทั้งที ให้รีบลุกขึ้นจากที่นอนแล้วหากิจกรรมทำให้ตื่นเต็มตาดีกว่า เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรแฮมตัน ประเทศอังกฤษ เขาได้ทำแบบสอบถามผู้คนทั้งชายหญิง 1,100 รายถึงเรื่องสุขภาพและพฤติกรรมการนอน โดยผลการทำแบบสอบถามชุดนี้สามารถสรุปได้ว่า คนที่ตื่นเช้ามักจะเป็นคนที่หุ่นดีและสุขภาพดีกว่าคนที่ใช้เวลาอยู่บนที่นอนจนกระทั่งสายหรือบ่ายคล้อย
จากการสำรวจ 13 เปอร์เซ็นต์ของบรรดาผู้ทำแบบสอบถามตื่นนอนก่อน 7 นาฬิกาในช่วงวันจันทร์-ศุกร์ และไม่นอนขี้เซาอยู่แต่บนเตียงในวันเสาร์-อาทิตย์ อีก 6 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าเข้านอนก่อน 3 ทุ่มในวันทำงานและนอนดึกเป็นพิเศษเมื่อถึงวันหยุด ส่วนอีก 81 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ อยู่นอกเหนือจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตื่นสาย นอนดึก หรือใช้ชีวิตแบบนกฮูกอย่างนอนตอนกลางวันแล้วตื่นตอนกลางคืน
จากการวิเคราะห์ประเมินผลจากแบบสอบถาม พบว่ากลุ่มคนที่ตื่นนอนเช้าเป็นกลุ่มที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่ามีสุขภาพจิตดี ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความเครียดหรือวิตกกังวล นอกจากนี้คนกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับอาหารเช้า ซึ่งนับเป็นมื้อสำคัญ เพราะมื้อเช้าช่วยเติมกระเพาะที่ว่างมาทั้งคืน ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ร่างกายสดชื่น สมองปลอดโปร่ง และไม่รู้สึกโหยเกินไปในมื้อกลางวัน ซึ่งความหิวโหยจากการเว้นอาหารเช้าอาจทำให้ทานมื้อต่อไปมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ คนกลุ่มที่ตื่นเช้าจึงมีแนวโน้มที่จะหุ่นดีและสุขภาพดีกว่าคนที่ตื่นสายกว่า
โดยหนึ่งในทีมผู้ทำการสำรวจ ด็อกเตอร์จอร์ช ฮูเบอร์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แม้นี่จะเป็นเพียงปัจจัยเล็ก ๆ ประการหนึ่งในการมีรูปร่างและสุขภาพที่ดี แต่ก็นับว่ามันเป็นปัจจัยที่ส่งผลสำคัญ ไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ผลการสำรวจยังพบอีกด้วยว่าคนที่นอนดึกมักประสบปัญหาเรื่องการนอนและมีคุณภาพการนอนที่ไม่ดี
รู้อย่างนี้แล้ว เพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดีของคุณ เช้าวันต่อไปนาฬิกาปลุกเมื่อไหร่ให้รีบเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงเลยนะคะ
ไข้หวัดใหญ่เป็นแล้วเป็นอีกได้หรือไม่
เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยมากคำถามหนึ่งว่า หากใครเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้วรักษาตัวจนหายดีแล้ว จะสามารถกลับมาเป็นได้อีกหรือไม่ วันนี้มีคำตอบจากกระทรวงสาธารณสุขมาชี้แจงค่ะ
โดยทางกระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงคำถามนี้ว่า โดยทั่วไปการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลซ้ำ สามารถเกิดขึ้นได้ในธรรมชาติ แต่พบได้น้อยมาก ซึ่งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็อาจเป็นไปได้ในลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ซ้ำ อาจประกอบไปด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น ปัจจัยในตัวผู้ป่วย ที่ทำให้สร้างภูมิต้านทานโรคได้น้อยกว่าคนปกติ ตัวเชื้อไวรัสอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทีละน้อย ทำให้ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อครั้งแรกไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มีผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ซ้ำนี้ ยังเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก จึงยังไม่มีผลกระทบต่อแนวทางการป้องกันโรค การรักษา การใช้วัคซีนในปัจจุบัน และยังไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญในภาพรวม แต่อย่างใด
ใช้มือถือตั้งแต่เด็ก เสี่ยงเป็นมะเร็งสมอง
วารสารวิชาการระหว่างประเทศ “มะเร็งวิทยา” รายงาน ว่า นักวิทยาศาสตร์สวีเดนอ้างว่าพบหลักฐานใหม่ว่าผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือมา ตั้งแต่วัยรุ่นและใช้ติดต่อกันมานานอีกหลายสิบปี จะเสี่ยงกับการเกิดเป็นมะเร็งสมองแบบสามัญ สูงกว่าคนอื่นเกือบ 5 เท่า
คณะนักวิจัยได้กล่าวว่า ได้ศึกษาการใช้โทรศัพท์มือถือและโทรศัพท์ไร้สายของชาวสวีเดน ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่า เป็นมะเร็งสมอง ระหว่าง พ.ศ. 2540-2546 จำนวนไม่ต่ำกว่า 1,200 คน ด้วยการสัมภาษณ์คนเหล่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตลงก่อน ก็ได้สอบถามนิสัยการใช้โทรศัพท์จากญาติพี่น้องแทน หลังจากที่ได้สังเกตพบว่า มีผู้ป่วยเป็นมะเร็งสมองชนิดหนึ่ง ในหมู่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือนานเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป เพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติ
จากนั้นได้นำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้จากกลุ่มควบคุมจำนวนไม่ต่ำกว่า 25,000 คน ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และไม่ได้เป็นมะเร็งสมอง หรือถึงจะเสียชีวิต ก็เป็นเพราะโรคอื่น ได้ผลสรุปว่า ผู้ที่เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่วัยรุ่น และคงใช้เรื่อยมาอีกไม่น้อยกว่า 10 ปี อาจจะเสี่ยงกับการเกิดเป็นมะเร็งสมองมากกว่าผู้อื่น 4.9 เท่า
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ








